3 ตัวช่วยรวยด้วยหุ้นเทคนิค ตอนที่ 10 “วิธีใช้งาน RSI ที่ถูกต้อง”
Share on Facebook
หากใครยังไม่เข้าใจความหมายของ Overbought Oversold และ Divergence ของ RSI สามารถทำความเข้าใจเนื้อหาส่วนนี้ได้ที่บทความ “วิธีใช้งาน RSI ที่ไม่ถูกต้อง” ครับ
สัญญาณ Overbought OverSold และ Divergence ของ RSI ใช้งานไม่ได้หรือ ?
คำตอบ คือ ใช้งานได้ครับ... ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นว่า ถ้าลงมือซื้อหุ้นตามสัญญาณ Oversold ของ RSI (กรณี RSI น้อยกว่า 30) หรือลงมือขายหุ้นตามสัญญาณ Overbought (กรณีที่ RSI มากกว่า 70) หรือ Divergence ของ RSI ถือได้ว่าเป็นจังหวะในการซื้อขายหุ้นที่ดีมาก ๆ เลยทีเดียว
รูปตัวอย่างที่สัญญาณ
Overbought ของ RSI สามารถให้จังหวะในการขายหุ้นได้เป็นอย่างดี และสัญญาณ
Oversold ของ RSI สามารถให้จังหวะในการซื้อหุ้นได้เป็นอย่างดี
รูปตัวอย่างสัญญาณ Bullish Divergence สามารถให้จังหวะในการซื้อหุ้นได้เป็นอย่างดี
สัญญาณจาก RSI บางทีก็ใช้งานได้ดี บางทีก็ใช้ไม่ได้
จากบทความตอนที่แล้ว เรื่องวิธีใช้งาน RSI ที่ไม่ถูกต้อง ผมได้ยกตัวอย่างให้เห็นกรณีที่ลงมือซื้อขายหุ้น โดยตัดสินใจจากสัญญาณ Overbought Oversold และ Divergence แล้วไม่ได้ผลดี แต่บทความนี้กลับยกตัวอย่างที่ลงมือซื้อขายหุ้นจากสัญญาณ Overbought Oversold และ Divergence แล้วได้ผลดี หลายคนคงอาจจะกำลังสับสนว่าตกลงมันยังไงกันแน่ สัญญาณจาก RSI เอาไปใช้ได้จริงหรือใช้ไม่ได้?
ประเด็นที่ผมอยากบอกกับผู้อ่านก็คือ
สัญญาณจาก Indicators ทุกตัว รวมทั้ง RSI ไม่สามารถทำนายได้ถูกต้อง 100%
ว่าอนาคตราคาหุ้น หรือกราฟราคาหุ้น จะต้องเคลื่อนที่ไปในทิศทางไหน
ดังนั้นเวลาวิเคราะห์ RSI ถ้าเราลงมือซื้อขายหุ้นจากสัญญาณของ RSI บางทีก็ใช้ซื้อขายหุ้นแล้วได้กำไร บางทีก็ใช้ซื้อขายหุ้นแล้วขาดทุน ถ้าเราเข้าใจความจริงจุดนี้ก่อนจะทำให้เราไม่คาดหวังผลจากการวิเคราะห์ Indicators หรือ RSI มากจนเกินไป
แล้ววิธีใช้งาน RSI ที่ถูกต้อง ต้องทำยังไง ?
วิธีการใช้งาน RSI ที่ถูกต้องที่ผมจะแนะนำนั้น จะเป็นหลักการสำหรับใช้งาน Indicators ทุกประเภท และผมก็ได้แนะนำไว้ในบทความตอน วิธีใช้งาน EMA ที่ถูกต้อง และ วิธีใช้งาน MACD ที่ถูกต้อง ด้วยเช่นเดียวกัน นั่นก็คือ….
ต้องให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์กราฟราคาหุ้นมากกว่า
Indicators และใช้ Indicators
เพื่อช่วยส่งสัญญาณเตือนหรือเป็นข้อมูลเสริมเพื่อประกอบการตัดสินใจเท่านั้น
ใช้ RSI เป็นสัญญาณเตือน !!
เมื่อเกิดสัญญาณจาก RSI ก็เหมือนกับเราเจอป้ายเตือนภัยนั่นเองครับ เมื่อเราเจอป้ายเตือนภัย สิ่งที่ควรทำก็คือ ให้เพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น เวลาที่เราเจอป้ายเตือนว่าระวังของตกจากด้านบน ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีของตกลงมาจากข้างบนตลอดเวลา แต่ให้เราคอยระวังเพราะบริเวณนั้นมีของตกลงมาบ่อยครั้ง ถ้าจำเป็นต้องเดินเข้าไปใกล้ ๆ บริเวณนั้นก็ให้เพิ่มความระมัดระวัง หรือหาเครื่องป้องกัน
#RSI ก็เช่นกัน เวลาที่เกิดสัญญาณจาก RSI ไม่ว่าจะเป็น Overbought Oversold หรือ Divergence ก็ให้เราใช้สัญญาณนั้นเป็นสัญญาณเตือน ให้เพิ่มความระมัดระวัง และติดตามกราฟการเคลื่อนที่ของราคาหุ้นอย่างใกล้ชิดยิ่งขี้น เนื่องจากอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางในอนาคต เช่น
สัญญาณ Overbought หมายความว่า ราคาหุ้นได้เพิ่มสูงขึ้นมาก ให้ระวังว่าราคาหุ้นอาจจะมีการพักตัวชั่วคราว หรืออาจจะปรับตัวลดลงในอนาคต แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นจะต้องปรับตัวลดลงจริง ๆ ในอนาคต
สัญญาณ Oversold หมายความว่า ราคาหุ้นได้ลดลงมากแล้ว ให้ระวังว่าราคาหุ้นอาจจะมีการเด้งขึ้นชั่วคราว หรืออาจจะปรับตัวสูงขึ้นขึ้นในอนาคต แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นจะต้องปรับตัวขึ้นจริง ๆ ในอนาคต
สัญญาณ Bearish Divergence หมายความว่า Momentum ของราคาหุ้นในทิศทางขาขึ้น เริ่มอ่อนแรง ให้ระวังว่าราคาหุ้นอาจจะมีการพักตัวชั่วคราว หรืออาจจะปรับตัวลดลงในอนาคต แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นจะต้องปรับตัวลดลงจริง ๆ ในอนาคต
สัญญาณ Bullrish Divergence หมายความว่า Momentum ของราคาหุ้นในทิศทางขาลง เริ่มอ่อนแรง ให้ระวังว่าราคาหุ้นอาจจะมีการเด้งขึ้นชั่วคราว หรืออาจจะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นจะต้องปรับตัวขึ้นจริง ๆ ในอนาคต
ตัดสินใจลงมือซื้อขายจากกราฟราคาหุ้นเท่านั้น
เมื่อ RSI เกิดสัญญาณเตือน ไม่ว่าจะเป็น Ovebought Oversold หรือ Divergence ก็ตาม เราจะใช้สัญญาณเหล่านี้เป็นสัญญาณที่บอกว่าหุ้นตัวนี้เริ่มมีความน่าสนใจ หรือเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าราคาหุ้นในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงทิศทาง เพื่อให้เราติดตามกราฟราคาอย่างใกล้ชิดเพื่อหาจังหวะที่ลงมือซื้อหรือขายที่ดีต่อไป หรือเป็นสัญาณ แต่การหาจังหวะลงมือซื้อขายหุ้นที่ดีนั้น จะต้องกลับไปวิเคราะห์จากกราฟราคาหุ้นเสมอ เนื่องจากกราฟราคาหุ้นเป็นข้อมูลที่ใช้แสดงพฤติกรรมของคนที่เข้ามาซื้อขายในตลาดได้ดีที่สุด
รูปแสดงขั้นตอนการใช้งาน
RSI ที่ถูกต้อง โดยใช้สัญญาณจาก RSI เป็นสัญญาณเตือน
แต่ตัดสินใจลงมือซื้อขายหุ้นจากการวิเคราะห์กราฟราคาหุ้นเท่านั้น
รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นกรณีที่
RSI ส่งสัญญาณ Overbought
แต่หลังจากติดตามกราฟราคาหุ้นอย่างใกล้ชิดแล้วไม่มีสัญญาณให้ขายจึงถือหุ้นต่อ
ทำให้ไม่ได้ลงมือขายหุ้นจากสัญญาณ Overbought ของ RSI
รูปตัวอย่างถัดมาแสดงให้เห็นกรณีที่
RSI ส่งสัญญาณ Overbought
หลังจากติดตามกราฟราคาหุ้นอย่างใกล้ชิดแล้วเกิดสัญญาณให้ขายจากการทำจุดต่ำสุดใหม่
จึงค่อยตัดสินใจขายลงมือหุ้น
รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นกรณีที่
RSI ส่งสัญญาณ Bearish Divergence
แต่หลังจากติดตามกราฟราคาหุ้นอย่างใกล้ชิดแล้วไม่มีสัญญาณให้ขายจึงถือหุ้นต่อ
ทำให้ไม่ได้ลงมือขายหุ้นจากสัญญาณ Divergence ของ RSI
รูปตัวอย่างถัดมาแสดงให้เห็นกรณีที่
RSI ส่งสัญญาณ Bearish Divergence
หลังจากติดตามกราฟราคาหุ้นอย่างใกล้ชิดแล้วเกิดสัญญาณให้ขายจากการทำจุดต่ำสุดใหม่
จึงค่อยตัดสินใจขายลงมือหุ้น
ข้อควรรู้ อย่างไรก็ตามวิธีที่แด๊ดดี้แนะนำให้ใช้ RSI เป็นสัญญาณเตือน และตัดสินใจลงมือซื้อขายหุ้นจากกราฟราคาหุ้นนั้น ก็ไม่ได้การันตีว่า การวิเคราะห์ด้วยวิธีนี้จะต้องได้ผลออกมาถูกต้อง 100 % แต่การตัดสินใจซื้อขายจากกราฟของราคาหุ้นนั้นจะลดโอกาสผิดพลาดของสัญญาณ RSI ได้เป็นอย่างดี
ข้อสังเกตเพิ่มเติมของ RSI
มีข้อสังเกตเพิ่มเติม 2 ข้อของกราฟ RSI ที่เกี่ยวข้องกับทิศทางแนวโน้มของกราฟราคาหุ้นที่แด๊ดดี้อยากแนะนำ คือ
1) สัญญาณ Overbought และ Oversold จะใช้งานได้ดีเมื่อกราฟราคาหุ้นมีทิศทางของแนวโน้มเป็นแบบ Sideways และจะใช้งานได้ไม่ดีถ้ากราฟราคาหุ้นมีทิศทางของแนวโน้มที่แข็งแกร่ง และชัดเจน เพราะในกรณีที่กราฟราคาหุ้นมีแนวโน้มอย่างชัดเจนและแข็งแกร่ง RSI จะส่งสัญญาณ Overbought หรือ Oversold อย่างต่อเนื่องและยาวนาน โดยที่กราฟราคาหุ้นจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางของแนวโน้มเลย จึงเป็นที่มาของข้อแนะนำให้ตัดสินใจลงมือซื้อขายหุ้นจากกราฟราคาหุ้นไม่ใช่สัญญาณจาก RSI
รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าถ้ากราฟราคาหุ้นมีทิศางแนวโน้มขาขึ้นชัดเจนแข็งแกร่ง
RSI สามารถอยู่ในเขต Overbought ได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน
2) ถ้ากราฟราคาหุ้นมีทิศทางแนวโน้มเป็นขาขึ้นแบบชัดเจน RSI มักจะ มีค่าอยู่ระหว่าง 40-80 เนื่องจากในช่วงที่ทิศทางของราคาหุ้นเป็นขาขึ้นชัดเจนนั้น พฤติกรรมของคนในตลาดส่วนใหญ่ ควรจะไม่อยากขายหุ้นมากนัก ถึงแม้จะมีบางช่วงที่ราคาหุ้นมีการพักฐานแต่ก็พักฐานได้ไม่นาน ดังนั้น RSI จึงมักจะยังปรับตัวลดลงไม่มาก (RSI มักจะไม่ต่ำกว่า 40 เพราะ หุ้นทิศทางขาขึ้น Momentum ควรให้มุมมองเชิงบวก)
ถ้ากราฟราคาหุ้นมีทิศทางแนวโน้มเป็นขาลงแบบชัดเจน RSI มักจะ มีค่าอยู่ระหว่าง 20-60 เนื่องจากในช่วงที่ทิศทางของราคาหุ้นเป็นขาลงชัดเจนนั้น พฤติกรรมของคนในตลาดส่วนใหญ่ ควรจะไม่อยากซื้อหุ้นมากนัก ถึงแม้จะมีบางช่วงที่ราคาหุ้นมีการปรับตัวสูงขึ้นแต่ก็เด้งขึ้นได้ไม่นาน ดังนั้น RSI จึงมักจะยังปรับตัวขึ้นไม่มาก (RSI มักจะไม่สูงกว่า 60 เพราะ หุ้นทิศทางขาลง Momentum ควรให้มุมมองเชิงลบ)
ในหลาย ๆ ครั้ง ถ้าผมเชื่อว่าหุ้นน่าจะอยู่ในช่วงแนวโน้มขาขึ้นหรือขาลงอย่างชัดเจน ผมมักจะใช้ระดับ RSI 40-50 ในการหาจังหวะซื้อหุ้น ตอนที่หุ้นมีการปรับฐานในช่วงแนวโน้มขาขึ้น และจะใช้ระดับ RSI ที่ 50-60 ในการหาจังหวะขายหุ้นตอนที่หุ้นมีการเด้งขึ้นชั่วคราวในช่วงแนวโน้มขาลง
รูปตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าช่วงที่หุ้นมีทิศทางแนวโน้มขาขึ้นชัดเจน
ราคามักจะปรับฐานเสร็จที่ RSI 40-50
และในช่วงที่หุ้นมีทิศทางแนวโน้มขาลงชัดเจน ราคาหุ้นมักจะเด้งไปถึงระดับ
RSI 50-60 แล้วลงต่อ
สุดท้ายย้ำอีกสักรอบว่า การลงมือซื้อขายหุ้น ต้องตัดสินใจจากกราฟราคาหุ้นเท่านั้น ใช้ RSI หรือ Indicators เป็นตัวช่วยสนับสนุนการตัดสินใจซื้อขายเท่านั้น
ตอนสุดท้ายของ RSI ก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้ครับ สำหรับตอนหน้าจะเป็นตอนสุดท้ายของ ซีรีย์ 3 ตัวช่วยรวยด้วยเทคนิค ผมจะมาคลายข้อสงสัยเกี่ยวกับ Indicators ที่หลาย ๆ คนสงสัย บ๊ายบายยยย ซียู แฮฟอะกู๊ดเทรดครับ












ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น